สายเล่า ตอนที่ 3 ตำนานพญานาค ความเชื่อเรื่องพญานาคมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมี วิธีบูชาให้ได้ผลสำเร็จ

Last updated: Jul 11, 2020  |  1850 จำนวนผู้เข้าชม  |  สายเล่า

สายเล่า ตอนที่ 3 ตำนานพญานาค ความเชื่อเรื่องพญานาคมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมี วิธีบูชาให้ได้ผลสำเร็จ

ต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องพญานาคในเมืองไทย

ความเชื่อเรื่องพญานาคในประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศอินเดีย นับถืองูใหญ่ หรือนาคเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฎในความเชื่อสืบทอดกันมายาวนานมากว่า 3,500.- ปี ไม่ว่าจะเป็นภุชงค์นาคราชที่เป็นสร้อยคล้องพระศอของพระศิวะ  หรือจะเป็นอนัตนาคราชที่ขนดกายเพื่อเป็นบัลลังก์ให้แก่พระนารายณ์  

ความเชื่อที่ว่าพญางูใหญ่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นงูที่บำเพ็ญตบะ จึงมีฤทธิ์เดช สามารถจำแลงแปลงกายเป็นมนุษย์ หรือกระทั่งสามารถสมสู่กับมนุษย์ ในนิยายพื้นบ้านต่าง ๆ ก็ล้วนรับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดียเช่นกัน  เมื่อความเชื่อดังกล่าวสืบทอดผ่านพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศไทย ก็จะเห็นได้ว่ามีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เช่น เรื่องพญามุจลินทร์นาคราช ที่ขนดกายเมื่อกำบังพายุฝนให้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเวลาถึง 7 วัน จึงเกิดเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศจะมีความเชื่อในเรื่องของนาคที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์มาบวชเป็นพระ และถูกจับได้ พระพุทธเจ้าจึงให้สึก และนาคตนนั้นได้ขอต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า หากมีผู้ใดที่จะบวชเป็นพระ ในช่วงเตรียมตัว เตรียมพิธี ขอให้เรียกคนผู้นั้นว่านาคก่อน หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า "บวชนาค" นั่นเอง  แต่เอาเรื่องจริงแล้ว การบวชนาคนี้ ไม่มีในประเทศอินเดีย และชมพูทวีป เพราะเรื่องราวในพระไตรปิฎกยุติเพียงการสึกนาค ไม่มีการขอบวชนาคแต่อย่างใด ทุกวันนี้มีเพียงประเทศ ไทย ลาว เขมร พม่า เป็นต้นแบบของการบวชนาคเท่านั้นเอง 

นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วเราจะเห็นได้ว่า ความเชื่อเรื่องของพญานาค มีความสอดคล้องกับความเชื่ออื่น ๆ ในหลากหลายประเทศ เช่น มังกรจีน  หรือมังกรเกาหลี ที่เชื่อกันว่า พญางูใหญ่ "อิมูกิ" เมื่อได้รับแก้ววิเศษณ์ "เยียวอิจู" ก็จะกลับกลายเป็นมังกรทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  และสัตว์คู่สมดุลของมังกรก็คือ "หงส์" หรือ "หงส์เพลิง" เปรียบเทียบได้กับ นกฟีนิกซ์ กับมังกร ซึ่งไม่แตกต่างจาก พญานาค กับ พญาครุฑ ตามนิยายปรัมปราบ้านเราเช่นกัน  ในขณะที่ความเชื่อเหล่านี้ ไปสอดคล้องกับหลักการคิดของลัทธิเต๋า เกี่ยวกับความสมดุลของธรรมชาติ มีหยิน ก็ต้องมีหยาง มีขาว ก็ต้องมีดำ เมื่อธรรมชาติเกิดความสมดุล ชีวิตจึงจะสมบูรณ์แบบ และปกติสุข   ดังนั้น ในคำกล่าวที่ว่า พญาครุฑ เป็นศัตรูกับพญานาค จึงไม่สอดคล้องกับความคิดของผู้เขียนสักเท่าใดนัก

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค

พญานาค แบ่งการกำเนิดออกเป็น 4 จำพวกด้วยกัน คือ 

1.  อันฑชะ  เกิดในไข่ เหมือนงูส่วนใหญ่ ถือกำเนิดในตระกูล "เอราปถ" มีเรือนกายสีเขียวเข้ม 

2.  ชลาพุชะ  เกิดในครรภ์ คือถือกำเนิดเป็นตัวจากนาคผู้เป็นแม่ จัดอยู่ในตระกูล "ฉัพพยาปุตตะ" มีเรือนกายสีรุ้ง เช่น เหลืองอ่อน, เขียวอ่อน, เขียวมรกต, ฟ้า, แดง, ส้ม, ขาว ฯลฯ

3.  สังเสทชะ  เกิดในเถ้าไคล คือเกิดจากซากศพ น้ำครำ ในของสกปรก ถือกำเนิดในตระกูล "กัณหาโคตมะ"  มีเรือนกายสีดำสนิท หรือตนที่มีบารมีมากหน่อย จะมีเรือนกายเป็นนิลกาฬ

4.  โอปปาติกะ  ผุดขึ้นเองโดยธรรมชาติโดยอาศัยอดีตกรรม ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ ถือกำเนิดในตระกุล "วิรูปักษ์"  จัดอยู่ในตระกูลที่สูงที่สุดของเหล่านาค กำเนิดแล้วจะอาศัยในวิมานของตนเอง บ้างก็ว่าจัดเป็นนาคในชั้นปกครอง ฉะนั้น

นาคทั้งสี่ตระกูล สามารถบำเพ็ญเพียรจนมีฤทธานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังเช่นศรีสุทโธนาคราช ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล เอราปถ ผู้มีเรือนกายสีเขียวเข้ม แต่ก็บำเพ็ญบารมี จนแม้แต่เหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ยังยอมรับนับถือในองค์ศรีสุทโธ  อีกทั้งผู้ที่มีจิตสัมผัส ทั้งหลาย ก็สื่อสารออกมาได้ว่า ในหลาย ๆ สถานที่ในประเทศไทย มีพญานาคประจำอยู่  เพื่อปกปักรักษาสถานที่นั้น ๆ มิให้ผู้ใดล่วงล้ำทำสิ่งเสียหายต่อพุทธศาสนา

ความเชื่อเรื่องพญานาค และตำนานต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อมกับพุทธศาสนาและจัดได้ว่า นาค มีส่วนเกี่ยวข้องในการปกป้องศาสนาพุทธ ให้ดำรงอยู่ต่อไป 2,500.- ปีหลังกึ่งพุทธกาล ตราบถึง 5,000.- ปี ตามการตีความตามพุทธพจน์ของอริยสาวกทั้งหลาย   และเป็นที่น่าแปลกว่า ความเชื่อเรื่องพญานาคแทบจะเลือนหายไปในยุค gen x - y ผู้คนไม่ให้ความสนใจแล้ว แต่ก็กลับมาครุกรุ่นขึ้นอีกครั้งในโลกของคนยุคใหม่ ด้วยกระแสความนับถือศรัทธาอันเปี่ยมล้น และการดลบันดาลให้เกิดผลกับหลายคนที่ศรัทธาอย่างจริงจัง เห็นได้ชัดว่า ความเติบโตด้านความเชื่อความเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเติบโตด้านเทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย

ตามตำนานปรัมปรากล่าวว่า นาค ถือกำเนิดจากพระฤาษีตนหนึ่ง นามว่า กัศสยปะ ผู้ได้รับขนานนามว่า "เทพบิดร" เป็นผู้ให้กำเนิดมวลมนุษย์ และเหล่าเทพมากมาย  โดยพระทักษะปชาบดี ได้ยกพระธิดาทั้ง 13 พระองค์ให้เป็นพระชายาของพระฤาษีกัศสยปะ  บุตรที่เป็นนาคนั้น เกิดจากพระนางกัทรุ ที่ขอพรจากพระกัสสยปะให้ตนกำเนิดลูกจำนวนมากนับพัน ต่อมาจึงคลอดเป็นไข่ 1,000 ฟอง และอีก 500 ปีได้ฟักออกมาเป็นนาคหนึ่งพันตัว ส่วนพญาครุฑนั้นเกิดจากพระนางวินตา โดยที่นางขอพรให้กำเนิดลูกเพียงสองตน แต่ให้มีฤทธิ์มากกว่าลูกของพระนางกัทรุ  สืบเนื่องจากพระนางทั้งสองชอบชิงดีชิงเด่นกันนั่นเอง  พระนางวินตาคลอดออกมาเป็นไข่ 2 ฟอง ผ่านไปเนิ่นนานไข่ทั้งสองก็ยังไม่ฟัก จึงทุบไข่ใบแรก ออกมาเป็นเทพมีเพียงครึ่งองค์ เนื่องจากไปทุบก่อนกำหนด กลายมาเป็นอรุณเทพบุตร  เมื่อกำเนิดมาอรุณเทพบุตรรู้สึกโกรธมารดา ที่รีบทุบไข่ จนมีพระวรกายเพียงครึ่งองค์ จึงสาปแม่ของตน ให้จงไปเป็นทาสพระนางกัทรุห้าร้อยปี  ตราบที่ใข่ใบที่สองฟักออกมาเป็นตน จึงพ้นคำสาป ต่อมาพระนางทั้งสองได้ท้าพนันกันสีม้าเทียมรถทรงของพระอาทิตย์เป็นสีอะไร แต่พระนางกัทรุใช้อุบายให้ลูกนาคของตนไปแทรกอยู่ในขนม้าเพื่อให้เปลี่ยนสี พระนางวินตาจึงตกเป็นทาสตามคำสาปแช่ง จนเวลาผ่านมาห้าร้อยปี ไข่ใบที่สองได้ฟักออกมาเป็นพญาครุฑชื่อเวนไตย เพื่อพญาเวนไตยทราบว่าพระมารดาพ่ายแพ้เพราะกลอุบาย จึงคิดว่าวิธีช่วยพระมารดาออกมา พวกนาคให้เงื่อนไขว่า ให้ไปเอาน้ำอมฤตของพระอินทร์มามอบให้พวกตน พญาเวนไตยก็รับคำ

ก่อนเดินทางพระนางวินตากำชับบุตรของตนว่า หากหิวให้จับพวกคนป่าเถื่อน (นิษาท) กินเป็นอาหารเท่านั้น ห้ามทำร้ายพวกพราหมณ์เด็ดขาด พญาเวนไตยก็รับคำพระมารดา จนกระทั่งไปจับเต่าอสูรวิภาวสุ และช้างอสูรสุประตึกะ อสูรพี่น้องจอมโลภแย่งสมบัติกันจนต่างฝ่ายต่างสาปกันเองเป็นเต่าเป็นช้าง ที่มีขนาดใหญ่ เมื่อพญาเวนไตยจับได้ก็บินไปเกาะกิ่งไทรยักษ์ แต่กิ่งไทรรับน้ำหนักไม่ไหว ลั่นเปรี๊ยะ ! หักลง แต่บนกิ่งไทรเป็นแหล่งพำนักของเหล่าฤาษีแคระขนาดเท่านิ้วมือ เรียกว่า "พาลขิยะ" พญาเวนไตยเห็นดังนั้นจึงจับเอากิ่งไทรไปวางไว้บนเชิงเขาเหมกูฎ  เหล่าฤาษีพาลขิยะเห็นถึงจิตใจอันดีงามของพญานกตนนี้ จึงให้ชื่อว่า "ครุฑ" แปลว่า ผู้รับภาระหนัก และให้พรว่าไม่ว่าจะทำสิ่งใดให้สำเร็จสมประสงค์ และมีพละกำลังมหาศาล ไม่มีผู้ใดต้านทานได้  ดังนั้นแล้ว เพื่อพญาครุฑ ได้ไปแย่งชิงน้ำอมฤต แม้จะถูกอาวุธของพระอินทร์ฟาดใส่กี่ครั้ง ก็สะดุ้งเพียงขนเพียงเส้นเดียวเท่านั้น  เรื่องทราบถึงพระนายณ์จึงมีการปะทะกันระหว่างพญาครุฑ และพระนารายณ์ รบกันอยู่นานก็หารู้ผลแพ้ชนะ  ตราบที่พระองค์ทรงทราบภายหลังว่าพญาครุฑไม่ได้จะนำน้ำอมฤตไปเพื่อประโยชน์ของตน แต่เกิดจากความกตัญญูจักนำไปช่วยชีวิตแม่ จึงได้ทรงอนุญาตให้นำไปได้ แต่เมื่อไถ่ชีวิตแม่แล้ว ให้พระอินทร์รีบไปชิงคืนมาจากพวกนาคให้เร็วที่สุด อย่าได้ให้เหล่านาคได้ดื่ม เพราะจะยิ่งเหิมเกริมไปกันใหญ่  ก่อนกลับพญาครุฑได้รับปากจะเป็นพาหนะให้พระนารายณ์ และพระนารายณ์ได้มอบพรความเป็นอมตะให้พญาครุฑ โดยที่ไม่ต้องดื่มน้ำอมฤตเลย  

(สัญลักษณ์นารายณ์ทรงสุบรรณที่หน้าบันวิหารวัดพระธาตุลำปางหลวง)

เมื่อพญาครุฑนำน้ำอมฤตมาไถ่ตัวพระมารดาแล้ว พระอินทร์ก็รีบฉวยน้ำอมฤตกลับคืนไป เหลือไว้เพียงหยดน้ำตามใบหญ้าคา เหล่านาคจึงใช้ลิ้นเลียจนกระทั่งถูกบาด กลายเป็นลิ้นสองแฉก และนี่คือที่มาของความเชื่อที่ว่า ครุฑและนาค เป็นศัตรูกัน เพราะเรื่องราวต่อจากนั้นก็คือลูกหลานพญาเวนไตย จับลูกหลานพญานาคกินเป็นอาหาร ตามที่พระนารายณ์ทรงอนุญาตให้พญาครุฑ จับนาคกินเป็นอาหารได้ ยกเว้น พญาอนันตนาคราช และพญานาควาสุกรี ผู้มีความเคารพต่อพระองค์  ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าตำนานนี้หยิบโยงสร้างขึ้นจากการที่ นกอินทรีย์ หรือเหยี่ยว มักจะจับงูกินเป็นอาหารนั่นเอง เป็นการนำเอาธรรมชาติ มาสอดคล้องกับตำนานครุฑนาคเท่านั้น

 (ภาพจากซีรี่ส์เรื่อง Devon ke dev mahadev)

สำหรับเหล่านาคที่ถือกำเนิดจากไข่ 1,000 ฟองนั้น ไข่ใบแรกที่ฟักออกมาก็คือ พญาอนันตนาคราช ผู้มีฤทธิ์มากที่สุด และถือเป็นจอมนาคาผู้ยิ่งใหญ่ มีรัศมีกายโชติช่วงชัชวาลย์ เศียรทั้งพันสามารถพ่นไฟบรรลัยกัลป์ทำลายล้างโลกได้เลยทีเดียว เมื่อพญาอนันตนาคราชทราบเรื่องที่น้อง ๆ ของตนร่วมอุบายกับพระมารดาเพื่อหลอกพระนางวินตา ด้วยความรักความยุติธรรม ทำให้รู้สึกอับอายและผิดหวังมาก จึงหลบไปจำศีลเพียงลำพัง จนกระทั่งพระพรหมณ์ทรงทราบ จึงกำหนดให้ไปจำศีลที่เกษียรสมุทร และต่อมาก็ทรงเป็นที่ประทับของพระนารายณ์ ดังนั้นพญาอนันตนาคราช จึงหลุดพ้นจากคำสาป พญาครุฑไม่สามารถจับพระองค์กินได้ตามเล่าตอนต้น 

เมื่อกระแสแห่งความนับถือศรัทธาถาโถมแรงขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดกลุ่มคนผู้อ้างตนเป็นสื่อสัมพันธ์กับเหล่าพญานาค เรียกตนเองว่า "สายญาณพญานาค" ขึ้นมา คนเหล่านี้มีความเชื่อว่าตนเองเป็นลูกเป็นหลานของพ่อปู่ แม่ย่า องค์ใด ๆ ก็ตาม เพื่อมาบำเพ็ญตน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่า แต่ถึงกระนั้นก็มีหลายคนหากินด้วยวิธีนี้  และอีกหลายคนที่เคารพศรัทธาจากใจจริง และมีกรรมสัมพันธ์กับภพภูมิพญานาคอย่างแท้จริง 

กล่าวกันว่า ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับจิตสัมผัสพิเศษ หรือที่เรียกกันว่า sixth sense และมีความเชื่อในเรื่องที่ตนเองเป็นลูกหลานพญานาคมาเกิดนั้น จะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกันตังแต่วัยเด็กคือ 

1.  ผู้ที่มีกรรมกับน้ำ จะกลัวน้ำ และมีโอกาสจะเสียชีวิตจากน้ำได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นนาคที่หนีมาเกิด มาเกิดเป็นมนุษย์ก่อนเวลาอันสมควร จะกลัวน้ำที่นิ่งและมืดสนิท แต่กลับชอบน้ำใสที่มองเห็นพื้นน้ำ ชอบการว่ายน้ำ ชอบเล่นน้ำ

2.  ผู้ที่เกิดตามวาระกรรม จะชอบการดำน้ำลึก ชอบการสำรวจถ้ำน้ำ และจะไม่ตายด้วยการจมน้ำ เนื่องจากมีนาคคอยพิทักษ์ปกป้อง

3.  ผู้นั้นจะต้องสัมผัสได้ถึงงู ก่อนผู้อื่น เช่น เดินไปด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่จะเห็นงูก่อนเป็นสัญญานแรก และหลายคนที่สามารถสื่อสารบอกกล่าวให้งูเลื้อยคลานผ่านไปได้ โดยไม่ทำร้ายใคร 

4.  มีชีวิตสัมพันธ์กับงู เช่น ไปนอนที่ไหนก็จะมีงูบริวารมาคอยตามเฝ้าพิทักษ์อารักขา หรือเรียกได้ว่า เป็นกองสอดแนม คอยดู คอยมอง และเฝ้าระวังภัยให้ผู้นั้น

5.  มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพุทธศาสนา ชอบการทำบุญ และการสร้างบารมี 

หลากหลายตำราคณาจารย์ก็จำแนกกระทั่งนิสัยของผู้ที่เป็นพญานาคมาเกิดต่างๆ  นา ๆ ตามจินตนาการ เช่น อารมณ์ร้อน เกรี้ยวกราด เวลาโกรธจะเหมือนไฟผลาญทุกสรรพสิ่ง ก็ว่าไป ซึ่งนั่นคือการแต่งสี เติมไข่ ให้ได้อรรถรส ในบทบาทของพญานาคตามละครจักร ๆ วงศ์ ๆ นั่นเอง 

ตามที่ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าจากพระสงฆ์สายปฏิบัติ  ท่านกล่าวว่า พญานาคเป็นภพภูมิที่มีอยู่จริง มีถิ่นอาศัยชัดเจน เช่น หนองน้ำ ถ้ำ ยอดเขา หรือแม้กระทั่งวิมานในอากาศ อาณาจักรใหญ่เช่นแม่น้ำโขง ที่มีการสร้างภพภูมิใต้บาดาล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า นครบาดาล นอกจากนั้นแล้ว พญานาคทั้งหลาย ในระดับบริวาร ยังออกกระจัดกระจายไปสิงสถิตอยู่ตามเทวรูปต่างๆ  เพื่อคอยช่วยเหลือมนุษย์ 

และมีความเชื่อจากสายญาณพญานาคบางคน กล่าวว่า นาคที่ถือกำเนิดจากไข่ จะดำรงชีวิตในรูปของงูตามสายพันธุ์ และจะจำศีลจนสิ้นอายุขัย บ้างกำเนิดในสายพันธุ์งูใหญ่ บ้างกำเนิดในสายพันธุ์งูเล็ก  เมื่อสิ้นอายุขัยดวงจิตจึงจะเข้าสู่ภพภูมินาคา นาคที่ถือกำเนิดจากเถ้าไคล จะอุบัติขึ้นและเติบโตในถ้ำลึก หรือถ้ำน้ำ เพื่อบำเพ็ญตบะ และทำหน้าที่ปกปักรักษาถ้ำ หรือสถานที่ถือกำเนิด จนกว่าจะมีบารมีเพียงพอจึงละถิ่นเข้าสู่ภิภพนาคาเช่นกัน  นาคที่ถือกำเนิดจากครรภ์ คือดวงจิตที่เข้าสู่การปฏิสนธิ บางไปแฝงในร่างมนุษย์ บ้างไปแฝงในรางสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง เพื่อบำเพ็ญเพียร เมื่อละสังขาร ก็จะกลับเข้าสู่ภิภพบาดาลโดยสมบูรณ์  ส่วนพญานาคที่ถือกำเนิดแบบโอปปาติกะ จัดอยู่ในประเภทมีบุญมาก ก็จะกระจัดกระจายไปตามเทวรูปใหญ่ ๆ ต่างๆ ที่มีคนนับถือศรัทธามาก ๆ เพื่อปกปักรักษาพุทธศาสนาและมอบพรให้แก่ผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง  (** เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน **)

และมีคำแนะนำจากผู้ทรงศีลหลายท่าน กล่าวว่า ถ้าคนบูชาด้วยอาหารคาวหวาน ตบแต่งด้วยกิเลสมากเท่าใด นาคบริวารที่ถือศีลบริสุทธิ์จะอยู่มิได้ และจะกลายเป็นนาคชั้นระดับล่าง ๆ มาสถิตอยู่แทน และอาจให้โทษมากกว่าให้คุณ  ดังนั้น หากท่านต้องการบูชาพญานาคชั้นสูง ควรบูชาด้วยนม และผลไม้ หรืออาหารเจเท่านั้น  หรือกรณีที่ทำพิธีใหญ่ จำต้องเชิญเหล่าบริวารพญานาคมารับเครื่องสักการะด้วย จึงจำต้องมี ปลา กุ้ง ปู หอย ร่วมอยู่ในสำรับรองด้วย  พรใดที่ผู้ขอปฏิบัติดีด้วยการบำเพ็ญศีลภาวนาก่อนอย่างน้อย 3 วัน (ศีล 5 หรือ ศีล 8) เพื่อชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ เพื่อเข้าถึงพญานาคชั้นสูง พรนั้นจะสำเร็จได้โดยพลัน  และสิ่งนี้สำคัญที่สุด


ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านครับ 

 

ไป๋ล่ง .....

Powered by MakeWebEasy.com