สายเที่ยว ep.2/3 เที่ยวกาญจน์ช่วงโควิด ดินแดนแห่งเมฆหมอกและสายฝน บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อค ทองผาภูมิ (มีคลิป)

Last updated: Dec 2, 2020  |  1051 จำนวนผู้เข้าชม  |  สายเที่ยว

สายเที่ยว ep.2/3 เที่ยวกาญจน์ช่วงโควิด  ดินแดนแห่งเมฆหมอกและสายฝน บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อค ทองผาภูมิ (มีคลิป)

ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เดินทางมาเยือนหมู่บ้านอีต่องแห่งนี้ น่าจะประมาณปี 2558  สมัยนั้นนักท่องเที่ยวยังน้อย ไม่อึดตะปือนังเหมือนทุกวันนี้  สังเกตุมั๊ยครับว่า แหล่งท่องเที่ยวอิงธรรมชาติสวยๆ พอมีนักท่องเที่ยวแห่กันไปจำนวนมาก ก็จะถูกทำลายไปทีละนิดทีละน้อย นั่นเพราะนิสัยมักง่ายของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มนั่นเอง  ผู้เขียนขอจั่วหัวด้วยเรื่องนี้เลย เพราะบ้านอีต่องก็ได้รับผลกระทบจากฝีมือนักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียว 

"บ้านอีต่อง" วันแรก  บันทึกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563

หลังจากที่เราตื่นสาย ๆ ที่สังขละบุรี เราก็เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทางเพื่อขึ้นสู่บ้านอีต่องกันครับ  จากจุดนี้ก็ประมาณ 144 กิโล  ใช้เวลาเดินทาง 3 ชม. บวกแวะกินข้าวอีกก็ราว ๆ 4 ชม. น่าจะได้ เราก็จะขึ้นไปถึงบ้านอีต่องกันตอนเย็น ๆ  ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่า บ้านอีต่องนั้น เป็นสถานที่พักผ่อนกายและใจที่ดีที่หนึ่งเลยทีเดียว เพราะวัฒนธรรมชุมชนของชาวบ้านอีต่อง ค่อนข้างเป็นระเบียบและเรียบง่ายมาก ๆ ใครที่จะขึ้นไปเที่ยว ต้องปฏิบัติตามกฎของหมู่บ้านอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่พ้นวิกฤตโรคโควิด-19  เพราะฉะนั้นต้องใส่แม๊สทุกคน และกฎหลักตายตัวคือ ห้ามส่งเสียงดังหลัง 22.00 น.  เหตุเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เน้นการพักผ่อนเรียบง่ายกับธรรมชาติครับ และชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนหลัง 3 ทุ่มก็ปิดบ้านนอนกันหมดแล้ว ขึ้นไปแล้วก็ต้องเคารพและให้เกียรติสถานที่กันด้วยนะครับ

สำหรับเส้นทางขึ้นบ้านอีต่องนั้น เริ่มต้นความท้าทายหลังจากพ้นตลาดทองผาภูมิขึ้นมา ก็จะเป็นทางขึ้นหมู่บ้านอีต่อง ที่คดโค้งถึง 399 โค้ง ถนนหนทางจะปรุประบ้างแล้วแต่ห้วงเวลา แต่ถ้าถามว่ามีการซ่อมทางหรือไม่ คือเจ้าหน้าที่และชาวบ้านช่วยกันซ่อมตลอดครับ อย่างไรก็เช็คได้ที่กลุ่มเฟสบุ๊ค "ชมรมคนรักษ์ บ้านอีต่อง" ได้เลย จะมีคนในชุมชนออกมาตอบคำถามตลอดครับ

และแล้วเราก็ขึ้นมาถึงบ้านอีต่องกันแล้วนะครับ มืดฟ้ามัวดินครับวันนี้ หมอกลงจัดมาก ๆ ก็ไม่รั้งรอที่จะอยากขึ้นเนินช้างศึกทันที ผู้เขียนเป็นคนบ้าหมอกครับ ชอบมากถึงมากที่สุด จริงแล้วทริปนี้เราไม่มีแพลนจะขึ้นมารีวิวบ้านอีต่องหรอกนะฮะ เพราะว่าน้ำตกจ๊อกกระดิ่นก็ยังไม่เปิด เนินช้างศึกก็ทางไม่ดี และจุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ของหมู่บ้านอีต่องก็มีเพียงเท่านี้ครับ จะมีเดินเล่นตรงช่องมิตรภาพไทย-พม่าบ้าง เนินเสาธงบ้าง ตรงนั้นเหมาะกับสายปั่นหรือสายวิ่งออกกำลัง แต่วิวที่ว้าวที่สุดก็อยู่บนเนินช้างศึกอยู่ดี  แต่เหตุที่ขึ้นมาวันนี้เพราะเราดันไปเช็คอินท์แถวทองผาภูมิ แล้ว "หนูดำ" นางงามประจำหมู่บ้านเค้าเห็น เลยส่งข้อความมาจิกพวกเราว่า ไม่ขึ้นมาหรอ?  ก็เลยเอาวะ ขึ้นก็ขึ้น  และถึงตอนนี้เราก็ตัดสินใจลุยครับ ขึ้นเนินช้างศึกรอบก่อนค่ำ 1 รอบ เผื่อเจอกลุ่มเมฆ ส่วนเช้าจะเป็นไงเราเดาไม่ได้ อากาศที่นี่ไร้การคาดเดา อยู่ที่ดวงล้วน ๆ ครับ เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวหมอก เดี๋ยวแดด 

ดั้นด้นขึ้นมา และก็ต้องผิดหวัง หมอกลงหนาเกินไป มองไม่เห็นอะไรเลย และเริ่มจะอันตรายแล้ว จำต้องลงไปที่พักก่อนครับ ถ้ามืดแล้วหมอกแบบนี้ ถ้าไม่ชำนาญทางได้เดือดร้อนกู้ภัยแน่นอน ลงครับ ต้องลง !!! 

และแล้วเราก็กลับลงมาที่พักกันแล้ว ทริปนี้เรานอนที่ "เลิฟปิล็อก โฮมสเตย์" ดูแลโดยคุณพี่หมอแบงค์สุดหล่อ  ผอ.รพ.บ้านอีต่องครับ  เที่ยวที่นี่อุ่นใจเพราะคุณพี่หมอแบงค์ดูแลเรื่องสุขอนามัยอย่างเต็มที่กันเลยทีเดียว  เย็นนี้เราก็กินง่าย ๆ ครับ สั่งอาหารจาก "ครัวน้องหน่อย" หรือพี่หน่อย พี่สาวสุดสวยของเรา ที่มาทุกครั้ง ก็จะมาฝากท้องกับแก แต่ใครที่จะสั่งอาหารร้านพี่หน่อย แนะนำให้เดินไปบอกนางล่วงหน้า หรือใครมีเบอร์โทรไปสั่งไว้ก่อนนะครับ อย่าไปนั่งรอที่ร้าน มันจะช้า เพราะแกทำกับแม่ แต่บอกเลยว่าช้าแต่ชัวร์ อาหารถูกปากแน่นอนครับ  มาถึงตรงนี้ขอเล่านิดนึงว่า อาหารการกินที่บ้านอีต่อง นักท่องเที่ยวอย่าคาดหวังมากมายนะครับ เพราะเขาเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ จะมีร้านอาหารตามสั่ง, ร้านก๋วยเตี๋ยว, ร้านชาบูหมูกะทะ, และร้านเล็ก ๆ ในตลาดชุมชนเท่านั้น  ทานอาหารท้องถิ่นก็มีข้าวราดแกงเช้า ๆ อร่อยดีครับ  

สำหรับวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก อิ่มท้องแล้วก็ฟิน ๆ นอนพักผ่อนกับอากาศเย็นฉ่ำ อาบน้ำแร่ ทาครีม นอน มีความสุขมากมายก่ายกองครับ (ปล. น้ำที่นี่จะลื่น ๆ หน่อยนะ เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ไหลผ่านช่องเขาจริง ๆ ในบ่อที่เห็นในภาพก็คือบ่อรองรับน้ำแร่นี่แหล่ะครับ น้ำแร่ที่นี่เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนบ้านอีต่องกันเลยทีเดียว)  

"บ้านอีต่อง" วันที่สอง บันทึกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563

ตื่นเช้าวันนี้เราก็รีบกระเด้งขึ้นเนินข้างศึกกันก่อนเลย กลัวไม่ได้ถ่ายรูปสวย ๆ กับสายหมอก และก็ไม่ผิดหวังครับ ได้ภาพหมอกเคลื่อนตัวสวย ๆ เก็บมาฝากผู้อ่านเช่นเคย  อย่างที่ผู้เขียนบอกนะครับว่า เราไม่สามารถเดาได้จริง ๆ ส่วนตัวผู้เขียนพบเจอมาทุกสถานการณ์แล้ว ณ เนินช้างศึกแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น หมอก ฝน ลม หรือหนักสุดก็พายุฝน ฮ่า ๆ ... เละไม่มีชิ้นดี  แต่อยากจะฝากนักท่องเที่ยวไว้สักนิดว่า เนินช้างศึก มีเพียงเจ้าหน้าที่ไม่กี่คนเฝ้าอยู่ การนำขยะขึ้นไป ต่อให้มีถัง ก็ไม่ควรทิ้งครับ ควรจะช่วยกันเก็บลงมาให้หมดด้วยซ้ำ  แล้วปัญหาของเนินช้างศึกก็คือ ห้องน้ำครับ เวลาที่นักท่องเที่ยวแห่กันขึ้นมา ห้องน้ำไม่พอใช้ น้ำท่าเขาต้องเอารถขนขึ้นไปสูบใส่แทงค์ ไม่ได้มีท่อประปาอย่างที่หลายท่านเข้าใจ  เพราะฉะนั้นอยากให้เราท่านช่วยกันแบ่งเบาภาระชุมชนให้มากที่สุดครับ 

ตรงนี้มีข้อความเดือนสักนิดนึงนะครับ คือภาพบนที่เป็นแนวสันเขา ตรงนั้นห้ามอุตริลงไปเดินเฉิดฉายถ่ายรูปเด็ดขาดนะครับ นั่นคือเขตชายแดนไทย-พม่า อันตรายมาก ๆ เคยเป็นจุดวางกับระเบิด ไม่รู้ว่าด้านไปหมดหรือยังด้วย  จริง ๆ ผมไม่ได้ถ่ายภาพมา มันจะมีป้อมเล็ก ๆ ทางด้านซ้ายมือของภาพ เป็นจุดพบปะระหว่างทหารไทย กับทหารพม่าครับ เวลามีการส่งสารระหว่างกัน  ใครเดินลงไปมีสิทธิ์โดนอุ้มได้นะครับ ฮ่า ๆ ... 

หลังจากที่เราอิ่มเอมกับอากาศบริสุทธิ์บนเนินช้างศึก เราก็กลับลงมาที่หมู่บ้าน  พอลงมาถึงฟ้าก็โปร่งพอดี และเราก็พลาดมื้ออร่อยไปเลย หนูดำ กับน้องณี อุตส่าห์ทำกับข้าวรอ ลงมาช้า อดกิน ฮ่า ๆ ...  ดีนะซัดก๋วยเตี๋ยวร้านประจำ (ก่อนถึง สภ.ปิล็อก) รองท้องกันมาบ้างแล้ว 

เช้านี้ฟ้าเปิดแต่อากาศก็ยังคงเย็นสบาย เลยเดินเล่นในหมู่บ้านทักทายคนรู้จักกันไปพลาง เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องอำลาจากหมู่บ้านอีต่องกันแล้วหล่ะครับ  

สินค้าส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็จะเป็นของใช้ ขนม ของชำร่วยอย่างที่เห็นครับ แต่ถ้าจะเป็นพวกเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ เครื่องลางห์ ต้องไปที่ร้าน "ฮักปิล๊อก" มีครบจบทุกสิ่งจริง ๆ 

เหมืองปิล๊อก จริง ๆ แล้วคำว่าปิล๊อกไม่มีในพจนานุกรมพม่านะครับ  มันเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ผีหลอก ถ้าจะว่ากันจริง ๆ ก็ในยุคสมัยที่เหมืองแร่ยังรุ่งเรือง แล้วคนงานพม่าชอบนำแร่ไปขายให้อังกฤษ ฝ่าฝืนคำสั่งตำรวจไทย จึงมีการยิงปะทะกัน มีผู้ล้มตายจำนวนมาก  ยุคสมัยของความเจริญรุ่งเรืองของเหมืองแร่ราว ๆ 10+ ปี  จนกระทั่งประสบภาวะราคาแร่ตกต่ำในราวปี 2528 เหล่าเหมืองแร่ทั้ง 40-50 แห่งที่นี่ ก็ทยอยปิดตัวลง ในยุคสมัยนั้นเหมืองไหน ๆ คนก็เรียกเหมารวมว่าเหมืองปิล็อกไปเสียหมด 

เจอแล้วครับ สมาชิกปลาคาร์ฟ อยู่กันที่นี่เอง 

สายมากแล้ว พวกเราต้องล่องกลับนนทุบรีกันอีกวันนี้ ก่อนกลับแวะไปไหว้หลวงตาที่วัดเหมืองอีปู่กันสักหน่อย หลวงตาอยู่รูปเดียว อายุ 97 ปี  ท่านสปี๊คไทยไม่ค่อยถนัดนะฮะ ถ้าใครไป หาล่ามไปด้วยจะดีมาก ฮ่า ๆ ... อ่อ แล้วก็ควรมีคนนำสวดถวายสังฆทานได้ด้วยนะครับ บทสวดไทยนี่แหล่ะ ถึงเวลาท่านก็จะให้พรเป็นบาลีเหมือนกัน 

ได้เวลาอันสมควรพวกเราก็ต้องกลับกันแล้วหล่ะครับ  ก็เรียกได้ว่าทริปนี้ได้เห็นการท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ๆ การท่องเที่ยวในภาวะโรคระบาดโควิด-19 ที่สามารถทำให้เมืองสงบเงียบ และเห็นรอยยิ้มของมิตรสหายผ่านรอยตีนกา กับหน้ากากอนามัย  สนุกไปอีกแบบนะครับ  ก่อนจากกันทริปนี้เรามีภาพและคลิปวีดีโอเก่า ๆ สมัยที่เรามาเที่ยว ปิล็อก - ทองผาภูมิ ให้ชมกันนะครับ  ไม่ระบุไทม์ไลน์นะครับ จำไม่ได้จริง ๆ เป็นภาพที่พอหลง ๆ อยู่บ้าง

 

 

 

 

 

 

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านเลยนะครับที่เข้ามาอ่านบทความของผม ฝากติดตามช่องยูทูป "Saiheal's Diaries"  ของพวกเราด้วยนะครับ  ขอบพระคุณครับ


......... ไป๋ล่ง .........

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com