น้อมรำลึกถึงเสด็จเตี่ยของพวกเราชาว นย. และศิษย์เก่าพณิชยการพระนคร

Last updated: Jan 23, 2019  |  497 จำนวนผู้เข้าชม  |  สัพเพเหระ

น้อมรำลึกถึงเสด็จเตี่ยของพวกเราชาว นย. และศิษย์เก่าพณิชยการพระนคร

วันนี้เป็นวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ซึ่งตรงกับวัน "อาภากรรำลึก" ทำให้ผู้เขียน อยากบันทึกเรื่องราวไว้เพื่อเป้นความทรงจำสักครั้ง เกี่ยวกับ "เสด็จเตี่ย" ของพวกเรา  ชีวิตของผู้เขียน ได้มีโอกาสอยู่ใต้ร่มพระบารมีของเสด็จเตี่ย นับตั้งแต่ก้าวแรกที่พณิชยการพระนคร (พพ.) ได้มีโอกาสผูกข้อมือเป็นลูกเป็นหลานของพระองค์ท่าน ได้มีโอกาสได้เรียนในวิทยาเขต ซึ่งเป็นวังสนเก่า ได้มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดกับเรือนหมอพร ซึ่งเป็นเรือนไม้ที่เสด็จเตี่ยเคยใช้รักษาชาวบ้านย่านนางเลิ้ง จนเป็นชื่อที่เรียกติดปากคนละแวกนั้น คำว่าหมอพร ย่อมาจาก "กรมหลวงชุมพร" นั่นเอง  เมื่อผู้เขียนได้ก้าวพ้นรั้ววังสน ก็ได้มีโอกาสรับใช้ชาติ และจะด้วยความบังเอิญ หรืออะไรก็ตาม จากชื่อที่ตกในกองทัพบก ก็ถูกกองทัพเรือขอตัวไป เป็นเพียงคนเดียวของเขตพญาไท ที่ถูกถึงไปกองทัพเรือ ยิ่งได้มีโอกาสใกล้ชิดและเหมือนมีชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของเสด็จเตี่ยอย่างแท้จริง 


เสด็จเตี่ย "พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้า อาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"  พระนามนี้หลายคนยังไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ แต่ถ้าถามถึงพวกเราชาวทหารเรือ และศิษย์เก่าพณิชยการพระนครแล้ว พระนามของพระองค์ยังคงตราตรึงในหัวใจพวกเราเรื่อยมา 

ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ที่ 28 ตามลำดับราชสกุลวงศ์ พระนามเดิมคือ "พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์" ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมือวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423  ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด (ธิดาเจ้าพระยาสุยาสุรวงศ์ ไวยวัฒน์ หรือ วร บุนนาค)  ทรงมีพระกนิษฐา และพระอนุชาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์) และพระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์

เมื่อทรงพระเยาว์ ได้รับการศึกษาขั้นต้นในพระบรมมหาราชวัง มีพระยาอิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรางกูร) เป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับ R.Morant ชาวอังกฤษ และทรงเป็นนักเรียนในโรงเรียนหลวง พระตำหนักสวนกุหลาบ

พ.ศ.2436  เมื่อพระชันษาได้ 13 ปี  ได้รับโปรดเกล้าจากพระราชบิดา ทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวิชราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) 

ต่อมาได้ทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนกวดวิชา The Seines ที่กรีนิช ตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อเตรียมเข้าโรงเรียนนายเรืออังกฤษ  ผลการศึกษาโดยรายงานของพระอภิบาล (พระเสด็จสุเรนทราธิบดี) ที่ทรงกราบบังคมทูลว่า "ความรู้ภาษาอังกฤษดีขึ้นตามธรรมดา แต่วิชากระบวนทหารเรือชั้นต้น ก็วิ่งเร็วตามสมควร แต่การเล่นแข็งแรง เช่น ฟุตบอล เป็นต้น นับว่าเป็นชั้นยอดของโรงเรียน เกือบว่าไม่มีใครอาจเข้าเทียบเทียม" 

ต่อมา ได้ทรงศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ราวปี พ.ศ.2493 สอบความรู้ได้ฐานเป็นนักเรียนทำการนายเรือ (Midshipman) และทรงฝึกในเรือรบประจำกองเรือต่าง ๆ อีกประมาณ 1-2 ปี จึงทำการสอบเป็นนายเรือตรี และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือโรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนกระทั่งเลื่อนพระยศเป็นเรือเอก 

เสด็จเตี่ยทรงเล่าว่า "เมื่อครั้งที่เป็นนักเรียนทำการนายเรือในราชนาวีอังกฤษ ได้มีโอกาสขึ้นทำการปราบจลาจลที่เกาะครีท ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย หนาวก็หนาวในสนามรบ ต้องนอนกับศพที่ตายใหม่ ๆ และบางคราว ซ้ำยังอดอหาร ต้องจับหอยทากมาเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่น้องนับว่าเหม็นร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ ๆ ก็ตาม" รวมระยะเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทางศึกษาในราชนาวีอังกฤษราว 6 ปีเศษ

เรียกได้ว่า เสด็จเตี่ยฯ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์แรก ที่เสด็จไปศึกษาเกี่ยวกับวิชาทหารเรือยังต่างประเทศ เนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ว่า "กิจการทหารเรือไทย  เท่าที่ได้เป็นอยู่ในขณะนั้น ต้องอาศัยชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชาการเรือและป้อมอยู่เป็นอันมาก จึงไม่สู้จะมีความมั่นคงเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ ร.ศ.112  (พ.ศ.2463) เป็นตัวอย่างอันดี ฉะนั้น จึงนับได้ว่า เป็นพระราชดำริที่เหมาะสม ในการส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือในครั้งนี้" 

เสด็จเตี่ยฯ เสด็จกลับมาถึงกรุงเทพในวันที่ 23 มิถุนาย พ.ศ.2443  และได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (เทียบเท่านาวาตรีในปัจจุบัน) หลังจากนั้น ทรงมีความกระตือรือร้นในงานที่รับผิดชอบ และทรงใช้ความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เป็นที่พอพระทัยของพลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปคม (ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ) เป็นอย่างมาก โดยลำดับตำแหน่งที่ทรงงานดังนี้
-  23 มิถุนายน 2443  ได้รับพระราชทานยศนายเรือโท ทรงรับราชการในตำแหน่ง "แฟลคเลบเตอร์แนล" หรือ นายธง ของผู้บัญชาการกรมทหารเรือ 
-  3 พฤษภาคม 2444  ได้รับพระราชทานยศนายเรือเอก (นาวาเอก) 
-  16 กันยายน 2447  ได้รับพระราชทานเลื่อนยศพลเรือตรี ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ 
-  10 พฤศจิกายน 2447  ได้รับสถาปนาพระอิสริยศเป็น กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงสู่ขอพระราชธิดาองค์โตของพระอนุชา คือ หม่อมเจ้าหญิงทิพยสัมพันธ์ เพื่อพระราชทานเสกสมรสให้ โดยให้มีงานมงคลพิธี ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานน้ำพระมหาสังข์ เลี้ยงน้ำชา ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และมีงานราตรีสโมสร นับเป็นครั้งแรกที่พิธีเสกสมรสจัดงานราตรีสมโภชคู่บ่าวสาว เชิญทั้งแขกไทย ฝรั่ง และมีการเต้นรำอย่างธรรมเนียมสากล รวมถึงพระราชทานวังใหม่ให้ ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม  หากแต่เป็นที่น่าสลดใจนัก หลังจากที่เสกสมรสได้ไม่กี่ปีต่อมา ความรักของหม่อมเจ้าหญิงฯ ก็มิได้ราบรื่นงดงาม เป็นเหตุให้หม่อมเจ้าหญิงฯ ทรงน้อยพระทัย ดื่มยาพิษ จนถึงคราวสิ้นชีพิตักษัยในเวลาต่อมา ในกาลนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก เหตุเพราะเป็นผู้สู่ขอด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังเป็นพระปิตุลาโดยตรงของหม่อมเจ้าหญิงฯ จึงทำให้ทรงมีพระเมตตาต่อพระราชโอรสองค์ใหญ่ของเสด็จในกรมฯ และหม่อมเจ้าหญิงฯ เป็นอย่างมาก ทรงโปรดเกล้าตั้งขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงเป็นหลานรัก และได้รับพระเมตตาเป็นพิเศษ

ลำดับพระราชโอรส และพระราชธิดาของเสด็จเตี่ยฯ

กำเนิดแก่หม่อมเจ้าหญิงทิพยสัมพันธ์ 2 พระองค์
1.  พลโท พลเรือโท พลอากาศโท พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา
2.  พลอากาศโท หม่อมเจ้ารังษิยากร อาภากร

กำเนิดแก่หม่อม... ดังรายพระนาม ต่อไปนี้
1.  หม่อมเจ้าหญิง จารุพัตรา  อาภากร
2.  หม่อมเจ้าหญิง ศิริมาบังอร (อาภากร) เหรียญสุวรรณ
3.  หม่อมเจ้า สมรบำเทอง  อาภากร
4.  หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตรแจรง  อาภากร
5.  พันเอก หม่อมเจ้าดำแคงฤทธิ์  อาภากร
6.  พลเรือเอกหม่อมเจ้าครรชิต  อาภากร
7.  หม่อมเจ้ารุจยากร  อาภากร

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับเสด็จเตี่ยฯ ที่หลายคนยังไม่ทราบ
1.  ทรงโปรดกีฬาเรือใบมาก ฝึกให้พระชายา พระราชโอรส และพระราชธิดาเล่นด้วย
2.  ทรงโปรดมวยและกระบี่กระบอง ทรงฝึกจนเชี่ยวชาญไม่เป็นสองรองใคร
3.  ทรงโปรดปรานงานวิจิตรศิลป์ เช่น การเขียนภาพพุทธประวัติตอนเบญจวัคคีย์ไว้ที่ผนังโบสถ์วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท 
4.  ทรงงานทางดนตรี การแต่งเพลงทหารเรือหลาย ๆ เพลงที่ยังได้ยินจนถึงปัจจุบัน เช่น  ฮะเบสสมอพลัน ออกสันดอนไป..., เกิดมาทั้งที มันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย..., เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น... (คุ้นหูกันนะ สำหรับทหารเรือ)

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของเสด็จเตี่ยฯ คือ ทรงถูกปลดออกจากราชการ ครั้นถึงวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ ออกจากราชการอยู่ ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ  ทรงรับราชการครั้งแรก ๑๑ ปี  สาเหตุที่ออก ก็เพราะว่ามีพวกทหารเรือไปเที่ยว  พบกับทหารมหาดเล็ก เกิดเรื่องวิวาท กันขึ้น เรื่องทราบไปถึง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เข้า  ทรงไม่พอพระทัย รับสั่งให้เจ้าคุณรามราฆพ ไปทูลเสด็จในกรมฯ ให้ส่งทหารเรือที่วิวาทกับ ทหารมหาดเล็กไปให้ ท่านไม่ยอมส่งให้ ได้ให้ทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เป็นเรื่องของคนวิวาทกัน ซึ่งจะว่าข้างใดเป็นผู้ผิดไม่ได้ และท่านก็รักทหารเรือ ของท่านเหมือนกับลูก ท่านไม่เคยส่งลูกไปให้ใครเขาเฆี่ยนตี ถ้าจะตีก็จะตีเสียเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้ว รับสั่งว่า ถ้าท่านไม่ส่งไปให้ก็ต้องให้ออก เพราะว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ เสด็จในกรมฯ จึงต้องออกจากราชการในคราวนั้น  นอกจากนั้นในตอนฝึกเสือป่า ก็มีเรื่องไม่เป็นที่พอพระทัย คือซ้อมรบมีกันหลายฝ่าย พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงซ้อมรบด้วยหลายครั้ง  ปรากฏว่าฝ่ายลูกน้อง เสด็จในกรมฯ ไปจับเอาพระเจ้าอยู่หัว และองครักษ์มาโดยไม่ทราบว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัว แล้วมาทูลเสด็จในกรมฯ ว่าตนได้จับฝ่ายตรงข้ามได้สองคนเข้าใจว่าจะเป็นคนสำคัญ เสด็จในกรมฯ ได้แอบดูก็รู้ว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้ปล่อยไป โดยให้ลูกน้องของพระองค์แกล้งลืมกุญแจไว้ เพราะถ้าปล่อยโดยตรง รัชกาลที่ ๖ ก็จะไม่โปรดอีก จะกริ้วเอาเปล่าๆ จะหาว่าเสด็จในกรมฯ ทรงแกล้งแพ้  ในระยะนั้นมีข่าวลือว่า เสด็จในกรมฯ ทรงคิดจะขบถ หากสำเร็จจะยกให้ กรมพระนครสวรรค์ฯ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และเสด็จในกรมฯ จะเป็นวังหน้าเนื่องจากเสด็จในกรมฯ และกรมพระนครสวรรค์ เป็นพี่น้องที่รักกันมาก เพราะถูกอัธยาศัยกันอีกทั้งฝ่ายมารดาก็ต่างเป็น คนในตระกูลบุนนาคด้วยกัน คนเป็นจำนวนมาก จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง กรมพระนครสวรรค์ฯ เอง ก็ทรงเสียพระทัยมาก คิดจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการอยู่หลายครั้ง แต่มีคนทูลอ้อนวอนไม่ให้ออก  ก็เลยอ่อนพระทัยระงับการลาออก

กำเนิดแห่ง “หมอพร”

หลังทรงออกจากประจำการ ในขณะนั้นจึงทรงคิดว่าพระองค์เองทรงโปรดปรานในอาชีพหมอเป็นอย่างมาก เคยเสด็จขึ้นเขา เข้าป่าเพื่อเก็บสมุนไพรมาทำยาแก้ไข้ แก้โรคต่างๆมาก็หลายครั้ง ในแต่ละครั้งก็จะมี “หมอป๊อต” ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรติดตามไปถวายคำแนะนำอยู่เสมอ

ดังนั้น พระองค์จึงได้เสด็จไปหา “พระยาพิษณุประสาทเวช” หัวหน้าหมอหลวงเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์  ไม่เพียงแต่พระยาพิษณุฯ เท่านั้นที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้พระองค์ ยังมีพระอาจารย์แพทย์ท่านอื่นๆอีกหลายท่าน เช่น หมอโบโตนี่ ชาวอิตาเลียน และ หมอมิตตานี่ ชาวญี่ปุ่น

พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายไทยอย่างจริงจัง ถึงกับทรงสั่งกล้องจุลทรรศน์มาใช้ในการวิจัย ทรงมีห้องพิเศษเรียกว่า “ห้องเคมีวิทยาศาสตร์” ซึ่งมีเครื่องสกัดตัวยาที่ทรงสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดการทดลองสกัดตัวยาจากสมุนไพร ด้วยพระองค์เอง  ขณะทรงงานจะทรงแต่งองค์อย่างหมอฝรั่ง มีผ้ากันเปื้อน  โดยมีพระโอรสและพระธิดาคอยช่วยถวายงานอยู่ด้วยเสมอ เมื่อครั้งทรงงานในฐานะ “หมอพร” พระองค์ยังเคยปรุงยาหอมจำหน่าย โดยทรงใช้ตราพระอาทิตย์ชักรถเป็นตราสินค้าด้วย

เมื่อเริ่มแรกที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ทรงทำการรักษา คนไข้ที่มาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จนวันหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่งถามชื่อของหมอ พระองค์ไม่โปรดที่จะเปิดเผยองค์จริง เพราะเกรงว่าคนไข้ทั่วไปหรือคนไข้ที่ยากจนจะไม่กล้ามารักษา ถ้าทราบว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้า จึงตรัสตอบคนไข้ผู้นั้นไปว่า ผมชื่อ “หมอพร” และทรงรับสั่งให้คนไข้เรียกแทนพระองค์ว่า “หมอพร” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในการเก็บค่ารักษา หมอพรจะเก็บแต่เพียงค่ายกครูตามธรรมเนียมเท่านั้น ไม่เคยคิดเก็บค่ารักษาเพิ่มเติม และผู้ที่ได้รับการรักษาจากพระองค์ก็มักจะหายดีในเวลาไม่นานแทบทุกราย จึงทำให้ชื่อเสียงของหมอพร เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วพระนครในเวลานั้น

“หมอพร” ทรงโปรดที่จะเสด็จไปรักษาผู้ป่วยตามย่านต่างๆ อยู่เสมอ คนไข้บางคนยากจน ไม่มีเงินจ้างรถพาไปรักษา หากพระองค์ทรงทราบก็จะเสด็จไปรักษาให้ โดยทรงใช้รถยนต์เล็กที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้มีชื่อว่า “เอนกพล” เป็นพาหนะ

เมื่อพระองค์เสด็จไปตรวจคนไข้ในย่านชาวจีนบ่อยเข้า พวกคนจีนก็เกิดความคุ้นเคยและเคารพศรัทธา มักจะจัดหาขนมอย่างชาวจีน เช่น ขนมจันอับ ถั่วตัด งาตัด มาถวายเสมอๆ และพากันเรียกพระองค์ว่า “เตี่ย” และนี่คือที่มาของพระนาม “เสด็จเตี่ย” ที่พวกเรารู้จักคุ้นหูกันจนทุกวันนี้

อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของเสด็จเตี่ยฯ คือ การเป็นศิษย์เอกหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ดังที่ทราบกันดีว่า หมอพรไม่เคยเรียกร้องค่ารักษาจากคนไข้ จะเก็บเพียงค่ายกครูตามธรรมเนียมเท่านั้น เมื่อถึงเวลา พระองค์ก็จะทรงประกอบพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุกปี ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือจะต้องนิมนต์ “หลวงปู่ศุข เกสโร” พระอภิญญาสูงแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาสมุนไพรและไสยศาสตร์ มาร่วมในพิธีด้วยทุกครั้ง

การที่พระองค์ทรงพบกับหลวงปู่ศุข จนได้ฝากองค์เป็นศิษย์นั้นก็เนื่องจากบารมีที่ได้สร้างสมร่วมกันในชาติปางก่อน  ในชาติปัจุบัน เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสทางเรือโดยใช้เรือกลไฟทางแม่น้ำท่าจีน ขณะล่องเรือมาถึงหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า เรือก็เกิดขัดข้อง แล่นต่อไปไม่ได้ ซึ่งแท้จริงแล้ว ที่เรือขัดข้องก็เกิดจากการแสดงฤทธิ์ของหลวงปู่ศุข เพื่อเป็นอุบายมัดพระทัยกรมหลวงชุมพรฯ นั่นเอง

เมื่อเรือไปต่อไม่ได้ ต้องหยุดอยู่กับที่ หลวงปู่ก็แสดงฤทธิ์ต่อด้วยการเสกหัวปลีที่เด็กวัดตัดมากองไว้  ให้กลายเป็นกระต่ายกระโดดโลดเต้นกันเต็มลานหน้าวัด   กรมหลวงชุมพรฯ ทรงเห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็ รู้สึกอัศจรรย์พระทัยอย่างยิ่ง จึงเสด็จขึ้นฝั่งเข้ากราบนมัสการหลวงปู่ขอฝากตัวเป็นศิษย์ทันที

เรื่องราวความเคารพศรัทธาและความผูกพันธ์ระหว่างกรมหลวงชุมพรฯ กับหลวงปู่ศุขนี้ มีหลักฐานยืนยันชัดเจนคือ ภาพเขียนสีน้ำมันฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงวาดภาพเหมือนหลวงปู่ยืนเต็มตัวถือไม้เท้า เป็นภาพที่ทรงเขียนเมื่อหลวงปู่ชราภาพมากแล้ว ปัจุบันภาพเขียนนี้ยังคงอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ย้อนไปในปี 2462 พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ โดยนำเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทย เดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นหัวเรี่ยวหัวเเรงที่สำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเห็นความสำคัญ และโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อ วันที่  20  พ.ย. 2449 ทำให้กิจการทหารเรือมี รากฐานมั่นคงนับตั้งแต่บัดนั้น กองทัพเรือจึงยึดถือ วันดังกล่าวของทุกปีเป็น "วันกองทัพเรือ" จากการที่พระองค์ ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ ที่เล็งเห็นการไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอำเภอสัตหีบเพื่อสร้างเป็นฐานทัพเรือ  เนื่องจากทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า อ่าวสัตหีบ เป็นอ่าวขนาดใหญ่ น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโดได้และเกาะน้อยใหญ่ที่รายล้อมรอบสามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเรือภายนอกเมื่อแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย นอกจากพระองค์ ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์แล้ว ด้านการแพทย์พระองค์  ทรงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง และเสด็จไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชนด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าเป็นคนไทยหรือคนจีนจนกระทั่งชาวจีนย่านสำเพ็ง มีความทราบซึ้ง ในพระกรุณาธิคุณ และได้เรียกพระองค์ท่านว่า "เตี่ย" ซึ่งหมายถึงพ่อ ทำให้ในเวลาต่อมาทหารเรือได้เรียกพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" สำหรับในหมู่คนไข้ชาวไทย ที่พระองค์รักษานั้นมักจะเรียกขานนามพระองค์ว่า "หมอพร" พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ ในขณะที่ประทับอยู่ที่หาดทรายรี ปากน้ำเมืองชุมพร  เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2466 เวลา 11.40 น.  ยังความโศกเศร้ามาสู่บรรดาทหารเรือและประชาชนโดยทั่วกัน

Powered by MakeWebEasy.com